การโฆษณาศิลปินผ่านอินเตอร์เน็ต
การโปรโมทหรือโฆษณาให้กับศิลปินถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการตีตลาด

ศิลปิน นักแสดง นักร้อง ชายและหญิงที่เป็นแบบอย่างที่ดีมากที่สุดในสายตาประชาชนอันดับแรก

February 24th, 2015by admin

20

คนกรุง 65.1% ชี้ดารา นักร้องออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับการติดตามผลงาน และ 85%เห็นว่าศิลปินไทยมีอิทธิพลต่อการเป็นแบบอย่างที่ดี แต่ติงการแต่งโป๊ การสร้างกระแสผ่านสังคมออนไลน์ ยกเบิร์ด ธงไชย เป็นแบบอย่างที่ดีมากที่สุด ชี้ละครไทยมีแต่แย่งชิง น้ำเน่า ตบตี ยังสู้ซีรีย์เกาหลี ญี่ปุ่นไม่ได้ เนื่องในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้เป็นวันศิลปินแห่งชาติ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “บทบาทของศิลปินและละครไทยในปัจจุบัน” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,197 คนพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 84.5 เห็นว่า ศิลปินไทย (นักร้อง นักแสดง) ในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 15.5 เห็นว่ามีอิทธิพลต่อการเป็นแบบอย่างที่ดีน้อยถึงน้อยที่สุดเมื่อถามถึงแบบอย่างที่ไม่ดีของศิลปินไทย (นักร้อง นักแสดง) ที่อาจเป็นตัวอย่างให้เยาวชนทำตาม หรือเลียนแบบคือ แต่งตัวโป๊วาบหวิว (ร้อยละ79.0) รองลงมาคือ สร้างกระแสให้ตัวเองผ่าน สังคมออนไลน์ (ร้อยละ 53.5) และดื่มเหล้า สูบบุหรี่ (ร้อยละ 41.8)

สำหรับศิลปิน นักแสดง นักร้อง ชายและหญิง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีมากที่สุดในสายตาประชาชนอันดับแรกคือ ธงไชย แมคอินไตย์ (ร้อยละ 14.0) รองลงมาคือ แอน ทองประสม (ร้อยละ 7.5) พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง (ร้อยละ 7.3) อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) (ร้อยละ 5.1) และณเดชน์ คูกิมิยะ (ร้อยละ 4.1)นอกจากนี้เมื่อถามว่าการที่นักแสดง นักร้อง ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง มีผลทำให้ไม่ติดตามผลงานใช่หรือไม่ ร้อยละ 65.1 บอกว่า “ไม่ใช่” ขณะที่ร้อยละ 26.4 บอกว่า “ใช่” และร้อยละ 8.5 บอกว่า ไม่แน่ใจด้านความเห็นต่อภาพลักษณ์ละครไทยปัจจุบัน ประชาชนร้อยละ 94.5 เห็นว่ามักมีเนื้อหาแย่งชิงผู้ชาย / ชิงดีชิงเด่น มากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 74.6 เห็นว่ามีการสอดแทรกวัฒนธรรมประเพณีไทย ประวัติศาสตร์น้อยถึงน้อยที่สุดสำหรับแนวละครที่อยากชมมากที่สุดในปีนี้คือ แนวประวัติศาสตร์ไทย (ร้อยละ 57.1) รองลงมาคือ แนวตลก (ร้อยละ 51.6) และแนวชีวิต ดราม่า (ร้อยละ 20.6)สุดท้ายเมื่อถามว่า “ท่านคิดว่าอุตสาหกรรมละครไทยในปัจจุบัน สามารถแข่งขันกับ ซีรี่ย์ เกาหลี ญี่ปุ่น ได้หรือไม่ ร้อยละ 49.7 บอกว่ายังไม่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่ร้อยละ 33.4 บอกว่าสามารถแข่งขันได้ และ ร้อยละ 16.9 ไม่แน่ใจ

การคลั่งไคลดารานักร้องเกาหลีมักถูกมองในแง่ลบมาโดยตลอด

January 30th, 2015by admin

20

วัฒนธรรมเกาหลี ไม่ว่าจะเป็น ละครเกาหลี ดารายอดนิยมเกาหลี นักร้องเกาหลี การเเต่งตัวสไตล์เกาหลี การใช้สิ่งของต่างๆ ที่ผลิตจากประเทศเกาหลี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสนใจมากในปัจจุบันนี้ ในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มของ “วัยรุ่น” การที่วัฒนธรรมเกาหลีเข้ามาเผยเเพร่ในประเทศไทย เมื่อคลื่นเกาหลีซัดกระหน่ำสังคมไทย  เกาหลีฟีเวอร์กำลังมาแรง  มองไปทางไหนก็เห็นสาวๆแต่งหน้าสวยใสสไตล์เกาหลี  แถมการแต่งตัว  อาหารการกิน  และหนัง  เพลงล้วนมาจากแดนกิมจิ  ซึ่งในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแสเกาหลีในบ้านเราตอนนี้กำลังมาแรง  โดยเฉพาะในวัยรุ่นปัจจุบันและเมื่อเกาหลีจับกระแสฮิตนี้ได้ก้อส่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มาโปรโมตในบ้านเราอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว  ทำเอาจำนวนผู้คนที่ชื่นชอบเกาหลีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วไม่เฉพาะในวัยรุ่นเท่านั้น  จนทำให้มีหลายคนอาจสงสัย ว่าการที่กระแสเกาหลีหรือปรากฏการณ์ “ฮัลริว” (Hallyu กระแสความนิยมเกาหลี) เข้ามามีบทบาทต่อสังคมและวัยรุ่นไทยนั้นจะส่งผลกระทบกับวัยรุ่นไทยหรือไม่อย่างไร

การคลั่งไคลดารานักร้องเกาหลีมักถูกมองในแง่ลบมาโดยตลอด  ทั้งที่ความเป็นจริงศิลปินจากแดนกิมจิสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนคลับชาวไทยได้อย่างมากมายจึงเป็นที่มาให้นิสิตคนหนึ่งจาก มหาบัณฑิตจากคณะนิเทศศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสนใจศึกษาวัฒนธรรมแฟนคลับของกลุ่มดารานักร้องเกาหลี  ภายใต้หัวข้อวิจัย “การสื่อสารปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริงและการเรียนรู้คุณค่าทางบวกจากศิลปินดารานักร้องเกาหลีของกลุ่มแฟนคลับ”  โดยมุ้งเน้นศึกษาการเรียนรู้คุณค่าทางบวกจากศิลปินดารานักร้องเกาหลีเป็นหลักพบว่าแฟนคลับเกิดจากการรวมกลุ่มและติดตามข้อมูลของศิลปินดารานักร้องเกาหลีอย่างสม่ำเสมอโดยเริ่มจากความชอบในรูปลักษณ์ภายนอก  แต่มีการพัฒนาไปสู่การตืดตามข้อมูลของศิลปินแต่ละคน  เช่นภูมิหลัง  หรือเส้นทางในการเข้าสู่วงการเพลงและวงการบันเทิง  ทำให้เห็นความพยายามของนักร้องดาราแต่ละคนผู้วิจัยยังพบว่า แฟนคลับได้รับแรงบันดาลใจในหลายๆด้าน จากศิลปินดารานักร้องเกาหลี  และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการเรียนรู้เรื่องความพยายามอดทน  เช่น  เรื่องการออดิชั่นกันหลายรอบของนักร้องเกาหลี

ทางการผลิตข่าวบันเทิง ศิลปิน ผ่านวิวัฒนาการเทคโนโลยี

December 25th, 2014by admin

เมื่อประมาณสิบปีก่อนนักเทคโนโลยีและนักสื่อสารมวลชนบางส่วนได้มีการทำนายถึงอนาคตของรูปแบบในการสื่อสารที่เปลี่ยนไป บ้างทำนายว่าสื่อสิ่งพิมพ์กระดาษจะหมดความสำคัญลง ซึ่งในยุคปัจจุบันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงมีความสำคัญอยู่ ถึงแม้มูลค่าทางการตลาดจะลดลงจำนวนไม่น้อย แต่ในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีมีราคาที่ถูกลงและรวดเร็วมากขึ้นสิ่งที่เข้ามาทดแทนก็คือช่องทางในการเข้าถึงข่าวสารใหม่ๆ นั่นก็คือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ที่มีราคาตั้งแต่หลักไม่กี่พันถึงหลักหมื่นต้นๆ ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้

นักเทคโนโลยีและนักสื่อสารมวลชนก็เคยทำนายเช่นเดียวกันว่าการกำเนิดขึ้นของชนชั้นนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า Mobile Journalists หรือ MoJo จะแพร่หลายมากขึ้นในเมื่อทุกๆคนสามารถเล่นบทบาทของผู้สื่อข่าวได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่เราอาจจะลืมพูดในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ การสื่อสารในรูปแบบใหม่ก็สร้างผู้อ่านกลุ่มใหม่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการสื่อสารแบบตัดตัวกลางออกคือ สามารถเลือกสื่อสารกับแหล่งข่าวได้โดยตรง

ในประเทศไทยนั้นเราจะเห็นลักษณะการสื่อสารดังกล่าวชัดเจนที่สุดกับวงการข่าวบันเทิง ที่แพลตฟอร์มใหม่ๆ ทำให้เราสามารถสื่อสารได้กับดาราโดยตรง หากมองเฉพาะวิวัฒนาการความสัมพันธ์ของวงการบันเทิงไทยระหว่างศิลปินดารากับกลุ่มแฟนคลับ ในวันนี้ถือว่ารูปแบบความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก

ในอดีตยุคหลังปี 2500 การได้พบกับตัวตนของศิลปินดารานั้น สามารถทำได้ยากมากเนื่องจากอัตราเฉลี่ยระหว่างดารากับประชาชนนั้นอยู่ในอัตราที่น้อยมาก ดาราจึงมีลักษณะเป็นกลุ่มบุคคลเฉพาะที่มีสถานะทางสังคมเป็นดั่งบุคคลพิเศษ การที่จะได้พบเห็นดาราในแต่ละครั้งนั้น อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ซับซ้อน เช่น การจ้างงานโชว์ตัวประเภทปิดโรงภาพยนตร์ หรือพิธีการบวงสรวงเปิดกองภาพยนตร์ต่างๆ ข่าวคราวเกี่ยวกับดารานั้นเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียวซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบข่าวแจกจากกองภาพยนตร์ต่างๆ ที่มีการคัดกรอง ดังนั้นดาราในยุคนั้นมีอิทธิพลในการกำหนดการสื่อสารต่อรองได้ เช่น ดาราบางคนสามารถปกปิดข่าวการมีครอบครัวของตนเอง จนมาถึงยุคที่สังคมเปิดกว้างให้พระเอก-นางเอกมีครอบครัวได้

ต่อมาในช่วงยุคหลัง 2520 ดาราเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นโดยเฉลี่ย การสื่อสารเทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น เช่น การเกิดขึ้นของโทรทัศน์ที่มีราคาถูกลงที่กลายเป็นสื่อบันเทิงประจำครอบครัวที่มีกำลังซื้อและแหล่งชุมชนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น ร้านกาแฟและร้านเสริมสวย การเกิดขึ้นของเครื่องเล่นวีดีโอที่ทำให้ภาพยนตร์ที่ลาโรงแล้วสามารถนำมาฉายซ้ำได้ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงการสื่อสารอย่างไร? การที่ผู้ชมได้รวมกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์ทำให้สถานะศักดิ์สิทธิ์ของดารานั้นลดน้อยถอยลง ผู้ชมมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น สิ่งที่วัดระดับสมัยนั้นที่เรียกว่าเรตติ้ง (rating) สามารถยืนยันความนิยมของแต่ละคนได้ ดังนั้นผู้จัดละคร หรือสื่อมวลชนจึงเริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น ทั้งในด้านการปรับภาพลักษณ์ของดารา การกำหนดความนิยมว่าจะให้ใครรุ่งหรือร่วง รวมไปถึงดาราเองก็ใช้สื่อมวลชนเป็นเผยแพร่สารของตนไปสู่กลุ่มผู้ชม เราจะเห็นการเกื้อหนุนของระบบนี้ได้ดีที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว

สถานะดังกล่าวดำรงต่อเนื่องมาจนถึงช่วงยุคทศวรรษก่อนแต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบผ่านเทคโนโลยีอยู่บ้าง เช่น จากแผ่นเสียง สู่เทป มาถึงซีดี หรือการขยายโอกาสในด้านของภาพยนตร์สู่ระบบมัลติเพล็กซ์ แต่ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปร่างของ สื่อกลางที่นำสารต่างๆ ไปยังกลุ่มผู้รับสารเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างดารา นักข่าว และผู้รับสารเปลี่ยนไปตลอดกาล มีอยู่สองปัจจัยด้วยกัน อันได้แก่ การเข้ามาถึงเข้ายุคดิจิทัล และ จำนวนสัดส่วนระหว่างดารากับแฟนๆ

ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งมาพร้อมกับราคาที่ถูกลงของ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและระบบสื่อความบันเทิงดิจิทัลทั้งเอ็มพีสาม (MP3) และโทรศัพท์มือถือที่เริ่มสามารถให้กลุ่มผู้ชมมีสถานะเป็นผู้เลือกได้มากขึ้น เช่น เราสามารถเลือกเพลงผ่านเอ็มพีสามโดยคละศิลปิน คละค่าย คละภาษา ผ่านโปรแกรมที่ใช้ฟังเพลงบนคอมพิวเตอร์ได้ แทนที่จะต้องเลือกฟังจากซีดีหลายๆ แผ่นจากหลายๆ ศิลปิน ปัญหาและปัจจัยของความแพร่หลายของยุคดิจิทัลในยุคแรกก็คือ ราคาที่ยังสูงอยู่ และลักษณะการพกพาที่ยังไม่สามารถทำได้สะดวกนัก ซึ่งในช่วงนั้นสื่อมวลชนบางส่วนได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้รองรับยุคดิจิทัลแล้ว เช่น การแยกกองบรรณาธิการสิ่งพิมพ์และกองบรรณาธิการเว็บข่าวของเครือผู้จัดการ รวมไปถึงวัฒนธรรมเว็บบอร์ดที่เฟื่องฟูในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ผู้รับสารสามารถมีสิทธิ์มีเสียงในการวิจารณ์และให้ความเห็นส่วนตัวต่อผลงานต่างๆ ซึ่งเป็นการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของนักวิจารณ์ตามหน้าสื่อบันเทิงตามต่างๆ ทางด้านค่ายบันเทิงต่างๆ ก็มีการปรับกลยุทธ์ทั้งในการลดราคาผลงานเช่น ซีดี ในราคาที่ถูกลงเพื่อให้สามารถรักษากลุ่มแฟนๆ ไว้ได้ ทั้งยังให้เลือกซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ รวมไปถึงการออกกลยุทธการตลาดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ในช่วงเวลานั้น

3 ก้าวแห่งความสำเร็จในอาชีพศิลปินนักร้อง นักดนตรี

November 24th, 2014by admin

นักดนตรีเป็นอาชีพที่หลายๆคนใฝ่ฝัน เป็นอาชีพที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ความสนุก ความเท่ ( ถ้ามองจากภายนอก ) เราเป็นผู้เสพ หรือแฟนเพลง เรามองเห็นถึงข้อดีของการเป็นนักดนตรีมากมาย และหลายคนก็พยายามที่จะเป็นให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ถ้าตัวเอง และคนรอบข้างไม่เดือดร้อนมากมายนัก ไม่ใช่นักดนตรี เล่นดนตรีไม่เก่ง เป็นนักดนตรีอาชีพไม่ได้ แต่เป็นคนชอบฟังเพลง ชอบอ่านเรื่องราวของนักดนตรี จึงพอจะมีข้อคิดมาแลกเปลี่ยนให้นักดนตรีที่ฝันจะเป็นนักดนตรีอาชีพได้อ่านบ้าง เผื่อเป็นประโยชน์

การฝึกฝนอยู่เสมอจะช่วยให้เราก้าวไปใกล้กับความสำเร็จในอาชีพ นักร้อง นักดนตรีมากขึ้น 3 T’s แห่งความสำเร็จในอาชีพนักร้อง เราสามารถเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์ในการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้  คือ The Three T’s of success คือสามสิ่งในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ

T ที่หนึ่งคือ Talent (พรสวรรค์พิเศษ) การจะเป็นนักร้องสิ่งนี้ช่วยได้มากหากว่าเราเป็นคนที่มีพื้นฐานเสียงดี ร้องเพลงเพราะ มีMusicality สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ส่วนใหญ่ติดตัวมาแต่เกิดและสะสมมาเรื่อยๆในชีวิต เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่แข่งกันได้ยาก  เหมือนกับที่เราเกิดมามีหน้าตา ส่วนสูงไม่เหมือนกัน เสียงตามธรรมชาติก็ไม่เหมือนกัน ลองจินตนาการว่าเราไปว่ายน้ำแข่งกับ Michael Phelps ที่เกิดมาแล้วสรีระเอื้ออำนวยให้กับการว่ายน้ำมากเป็นพิเศษ เราก็คงจะไปเทียบด้วยไม่ไหว เพราะสรีระเราไม่ได้ช่วยขนาดนั้น แต่ถ้าจะถามว่าถ้าเราจะว่ายน้ำให้เก่งขึ้นให้เร็วขึ้นได้ไหม ทุกคนจะคงจะมีคำตอบที่เหมือนกันว่า ได้ ถ้าเราหมั่นฝึกฝน การร้องเพลง หรือเรียนดนตรีก็เหมือนกัน ครูเจอยากจะให้ทุกคนเข้าใจในเสียงของตัวเองที่มีความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว และอย่าเอาไปเปรียบกับคนอื่นว่าทำไมเสียงเรามันไม่เพราะเหมือนคนอื่น ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับ เอามาเปรียบเทียบกับตัวเองดีกว่า ว่าเราสามารถทำให้มันดีขึ้นได้ไหม ซึ่งตรงนี้จะแหละจะทำให้เราก้าวสู่ขั้นที่สอง

Tenacity (ความมุ่งมั่น)
ตัว นี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดให้ 3 T’s Tenacity แปลว่าความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ และ ความสม่ำเสมอ สิ่งนี้ขาดแทบไม่ได้เลยนะครับสำหรับการดำรงชีวิตให้ได้ตามที่เราฝันไว้ สิ่งนี้จะช่วยให้Talentเราดีขึ้น เพราะเป็นการฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง คนที่มีTalentดีแต่ไม่มีความมุ่งมั่นพอก็อาจจะล้มเลิกเป้าหมายไปก่อนจะได้ โอกาสมา หรือมีTalent แต่ไม่ฝึกฝนจนตามคนอื่นไม่ทัน สิ่งนี้อยู่ในใจครูเจตลอด เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ เราสามารถเอาใจสู้และสร้าง Talent เราให้แข็งแรงขึ้นได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับตัวครูเจเอง เมื่อสมัยเด็กๆครูเจก็ไม่ได้ร้องเพลงเก่งอะไร เคยโดนเพื่อนๆบอกว่าให้เลิกฝันที่จะเอาดีด้านดนตรีเถอะเพราะเพื่อนๆกลัวว่า เราจะไปไม่รอด และเราก็ต้องไม่อายที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่รู้เพื่อที่เราจะได้แก้ไขให้ ถูกจุด ไปหาเรียนเพิ่มเติม และหาจุดเด่นของเราและทำให้ตรงนั้นมันแข็งแรงเพื่อที่เราจะได้มีเอกลักษณื ที่เด่นชัดขึ้น เพราะเมื่อโอกาสมา เราจะได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมที่สุด สิ่งนี้ก็จะเป็นอีก T หนึ่งก็คือ

Timing (จังหวะและโอกาส)
T ตัวนี้เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ยากที่สุดใน 3 T’s เพราะว่ามันมักจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่เราสามารถที่จะสร้างโอกาสหรือเอาตัวเราเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะเกิด โอกาสดีๆให้กับ

ขั้นตอนของการเข้าสู่ดวงดาวศิลปินของชาวเกาหลี

October 21st, 2014by admin


อาชีพนักร้อง นักดนตรี หรือที่ค่ายเพลงมักจะเรียกกลุ่มคนที่ทำอาชีพนี้ว่า “ศิลปิน” นั้นถือเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการแสดงความสามารถอันจะนำมาซึ่งชื่อเสียง ค่าตอบแทนที่งดงาม โอกาสทางสังคม และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อมีเวทีประกวดการร้องเต้น เล่นดนตรี หรือเวทีแสดงความสามารถในรูปแบบอื่นๆ อาทิ รายการเรียลิตี้โชว์ เราจึงเห็นผู้คนมากมายขวนขวายมุ่งไปเพื่อไขว่คว้าโอกาสการเป็นศิลปิน

หนทางและวิธีในการผลิตศิลปินสู่ตลาดของสามค่ายยักษ์ใหญ่มี 7 ขั้นตอนดังนี้
1. คัดตัว (Audition)
เริ่มจากทางค่ายจะเสาะหาศิลปินที่มีความสามารถ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง โดยแรกเริ่มจะทำการดูกระแสนิยมและคิดโพรเจ็กต์ที่จะนำเข้ามาตีตลาด ซึ่งแผนงานนี้ไม่ใช่วางปีต่อปี แต่เป็นการวางแผนการตลาดของทางค่ายระยะยาวเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป หลังจากนั้นจึงจะทำการค้นหาศิลปิน ที่ตรงตามคาแร็กเตอร์ที่ได้วางเอาไว้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 ปี เพราะถ้านำเด็ก ๆ มาฝึกก็จะมีช่วงของการพัฒนาได้มาก อีกทั้งหากนำเด็กผู้ชายมาฝึกในช่วงอายุมาก ก็จะติดในเรื่องของการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะทำให้การฝึกไม่ต่อเนื่องนั่นเอง
2. ลบข้อด้อยทางความสามารถ
หาใช่ว่าผ่านการออดิชั่นเข้ามาแล้วจะได้ออกอัลบั้มเลย เพราะศิลปินแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน หากจะออกการแสดงเป็นกลุ่ม ก็จะต้องทำให้ค่าเฉลี่ยความสามารถของแต่ละคนนั้นเท่าเทียมกัน หรือใกล้เคียงกันที่สุด หากใครที่เต้นเก่งก็ต้องไปพัฒนาเสียงร้อง ส่วนใครที่ร้องเพลงเก่งก็ต้องไปพัฒนาในเรื่องของการเต้น โดยจะมีการทดสอบในแต่ละอาทิตย์ในเรื่องของพัฒนาการ ซึ่งถ้าหากใครสอบไม่ผ่านก็จะถูกคัดออกไปในที่สุด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ใช้เวลากันอย่างน้อย 3-5 ปี ซึ่งศิลปินจะต้องอยู่ในวินัยอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็น ห้ามมีแฟน ห้ามหนีเที่ยว ห้ามดื่มเหล้า เพื่อผลต่อตัวศิลปินและทางค่ายนั่นเอง
3. ลบข้อด้อยทางกายภาพ
ศิลปินบางคนนั้นมีความสามารถมาก แต่ด้อยในเรื่องของหน้าตาจนน่าเสียดาย ทางค่ายก็จะนำไปปรึกษาแพทย์ทางการศัลยกรรมเพื่อลดข้อด้อยดังกล่าว จะเสริมจมูก ทำตาสองชั้น ลดไขมัน หน้าท้อง ทำขาให้เรียวเล็ก หรืออะไรก็ตาม ซึ่งส่วนนี้จะเป็นทุนของทางต้นสังกัด ที่จะออกทุนให้กับศิลปินดังกล่าว แล้วค่อยมาเรียกเก็บในภายหลังที่ออกอัลบั้มและทำรายได้แล้วนั่นเอง โดยศิลปินเกาหลีที่เราเห็นในทุกวันนี้ 99% ล้วนผ่านการศัลยกรรมมาแล้วทั้งสิ้น มีส่วนน้อยมากที่ไม่ทำศัลยกรรมใด ๆ เลย
4. ซ้อมเพลงโชว์
หลังจากศิลปินผ่านการลบข้อด้อยทั้งหมด ทางค่ายก็จะเริ่มแต่งเพลงและคิดการแสดงขึ้น เพื่อให้ศิลปินทำการร้อง และฝึกซ้อมเต้นเพื่อนำขึ้นแสดง ซึ่งเพลงที่ซ้อมนั้นมีจำนวนไม่เกิน 2 เพลง แต่ซ้อมกันเป็นปี เพื่อให้ชินกับเพลงและเต้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเพรียง และออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งศิลปินต่างบอกว่านี่เป็นกระบวนการที่ทรมานมาก เพราะจะต้องซ้อมเพลงเดิมซ้ำ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อซ้อมจนเป็นที่พอใจตามมาตรฐานของทางค่ายแล้ว จึงจะทำออกมาเป็น Music Video สู่สายตาผู้คนนั่นเอง
5. เปิดตัว (Debut)
หลังจากทำ Music Video ออกมา ศิลปินก็จะขึ้นแสดงเปิดตัว โดยออกไปตามรายการคอนเสิร์ต แต่การขึ้นแสดงหาใช่ว่าศิลปินนักร้องโดยสมบูรณ์ แต่มันเป็นการชิมลางตลาดว่ามาถูกทางหรือไม่ ถ้าไม่ถูกทางก็ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขส่วนที่เป็นจุดบกพร่อง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ถ้าหากแก้ไข แล้วยังไม่เป็นที่พอใจของตลาดหรือผู้ชม ก็ต้องพับเก็บเอาไว้ ถือว่าลงทุนล้มเหลว ซึ่งก็มีหลายทีมที่ประสบความสำเร็จและหลายทีมที่ต้องพับไป ส่วนช่วยในเรื่องของการโปรโมทนี้ ศิลปินที่เปิดกรุ๊ปต่าง ๆ ไม่ว่าชายหรือหญิง ทางค่ายจะมีการวางตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์ประจำกลุ่มอยู่ ซึ่งมีความสำคัญมาก คนที่ประจำตำแหน่งนี้ จะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว หรือหน้าตาดี เพื่อทำให้เกิดจุดสนใจ และเป็นการโปรโมท ทำให้ผู้ชมรู้จักกับวงไปในตัว หากจะยกตัวอย่างให้เห็นก็เช่น Ahn So Hee (Wonder Girls), นิชคุณ (2pm) หรือ ยุนอา (Girl’s Generation)
6. ออกอัลบั้ม
เมื่อวัดกระแสตอบรับของศิลปินแล้ว ผลการตอบรับดี ก็จะเป็นเครื่องยืนยันให้กับทางค่ายว่ามาถูกทาง ทางค่ายก็จะออกชิงเกิ้ลตัวต่อ ๆ ไปให้กับศิลปินเพื่อออกโชว์ จนเพลงมีจำนวนมากพอที่จะออกเป็นอัลบั้ม จึงจะทำเป็นอัลบั้มวางขาย ซึ่งอัลบั้มก็จะมีรูปลักษณ์ที่สวยงามน่าเก็บสะสม ดึงดูดใจแฟนเพลงได้เป็นอย่างดี และในระหว่างนั้นทางศิลปินจะตระเวนออกรายการทีวีวาไรตี้ต่าง ๆ เพื่อต่อกระแสโปรโมทให้กับทางค่ายและกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ไม่ให้กระแสตกนั่นเองครับ
7. สร้างกลุ่มศิลปินใหม่ทดแทน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มศิลปินทุกกลุ่มก็ย่อมมีวันเหนื่อยล้า วันหมดแรง วันที่แยกวง และมีวันที่กระแสความนิยมนั้นหมดไป จึงเป็นเหตุให้ทางค่ายต้องปั้นศิลปินใหม่ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งการที่ทางค่ายมีศิลปินที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำการโปรโมทศิลปินกลุ่มใหม่ เพราะนอกเหนือจากการออกโชว์การแสดงแล้ว ทางค่ายจะจัดทำกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างศิลปินกลุ่มเก่ากับศิลปินกลุ่มใหม่ และจัดทำเป็นรายการโปรโมทออกสู่ทางรายการทีวี เพื่อสร้างกระแสความนิยมให้กับศิลปินกลุ่มใหม่ และต่อความนิยมให้กับศิลปินกลุ่มเก่า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจให้กับทางค่ายเพลงนั่นเอง